โฉมงามกับเจ้าชายอสูร

และในทุก ๆ วันหลังจากนั้นหญิงสาวก็นึกเบื่อที่จะต้องอยู่เฉย ๆ เธอจึงฉวยไม้กวาด และไม้ขนไก่ มาทำความสะอาดปราสาทพลางร้องเพลงพลาง แล้วเธอก็รู้สึกว่า ทุกอย่างรอบตัวเธอนั้นเต้นรำไป ด้วย กับตัวเธอ หญิงสาวจึงไม่เบื่อเกินไปนัก และเมื่อถึงเวลาอาหารมื้อค่ำหญิงสาวยังคงแสดงทีท่ากล้า ๆ กลัว ๆ และ รังเกียจอสูรหน้าสิงห์อยู่ แต่เธอก็รวบรวมความกล้าถามมันว่า " เมื่อไร ท่านจึงจะจัดการกินฉัน เสียที " มันไม่ตอบ ยังก้มหน้าก้มตาทานอาหารต่อ หญิงสาวถามย้ำอีกครั้ง " เมื่อไร ท่านจึงจะจัดการกินฉัน เสียทีคะ ท่านจะปล่อยฉัน ไว้ทำไม " อสูรกระแทกช้อนลง หญิงสาวสะดุ้ง แล้วมันก็พูดโดยไม่มองหน้าเธอว่า " คนผิดคำสัญญา " คราวนี้หญิง สาววางช้อนแบบกระแทกบ้าง ยืดตัวขึ้นด้วยความโกรธ ลืมความกลัวเสียสิ้น เธอเน้นทุกถ้อยคำกับอสูรตนนั้นว่า " ฉันคือคนที่ขโมยกุหลาบของท่านอย่างแท้จริง พ่อเพียงทำตามคำสั่งของฉัน เท่านั้น เพราะฉะนั้น หากท่านต้องการ คนขโมยดอกกุหลาบของท่านแล้วละก็ ก็ยืนอยู่ตรงหน้าท่านนี่แล้ว อีกอย่าง ในโลกของมนุษย์ เราไม่มีทางปล่อยให้ผู้ ที่ให้กำเนิดเดินมาหาความตายโดยไม่ทำอะไรหรอกค่ะ แต่พูดไปท่านก็ คงจะไม่เข้าใจหรอก " ตอนท้ายเธอกระแทก เสียงใส่อย่างไร้ความเกรงกลัวอสูรหัวเราะเสียงก้อง เผยให้เห็นเขี้ยว ขาวมันวับ หญิงสาวถึงกับตัวแข็งอีกครั้ง เมื่อร่าง นั้นย่างสามขุมเข้ามาแล้วย่อตัวลงนั่งคุกเข่าลงที่ข้างหน้าของเธอ แล้วพูดว่า " แต่งงานกับเราได้ไหมบิวตี้ " บิวตี้ก็ได้ แต่ส่ายหน้าอยู่อย่างเดิม เหมือนคราวแรก


ในทุก ๆ วันเจ้าอสูรหน้าสิงห์จะใช้ความพยายามขอเธอแต่งงานอย่างไม่ลดละ และถึงแม้ เธอจะคอยปฏิเสธอยู่ตลอด เวลาก็ตาม บิวตี้ต้องอยู่อย่างทุกข์ใจมาตลอด แต่แล้วก็มีอยู่ วันหนึ่งในขณะที่บิวตี้เดินชมสวนคนเดียว เธอนึกเบื่อหน่าย จึงหันหลังวิ่งออกจากปราสาท แห่งนั้นพลางพูดกับตัวเองไปตลอดทางว่า " ฉันต้องหนี ฉันต้องหนี " เธอหันกลับไปมอง ก็เห็น ว่าอสูรตนนั้นก้าวตามเธออย่างช้า ๆ หากแต่ดูมั่นคง มั่นใจว่าเธอคงหนีมันไม่พ้น หญิงสาววิ่ง ออกมานอกปราสาท กระโดดขึ้นม้าแล้วใช้ขากระแทกสีข้างให้มันออกวิ่ง เธอควบม้าด้วยความ เร็วสูง จนมาถึงเขตป่าใหญ่ ทันใด นั้นเองม้าของเธอก็ตกหล่มเสียหลัก ร่างแบบบางกระเด็นตก จากหลังม้า " โอ๊ย " ร่างบางจมลงไปกับเศษไม้ใบหญ้า สัก พักก็พยายามยันกายลุกขึ้น แต่เธอรู้สึก ปวดแปลบที่ข้อเท้าจนต้องครางออกมา...แต่ช้าไม่ได้ เธอต้องไปให้พ้นเจ้าอสูรหน้า สิงห์ตนนั้นให้ได้ แต่ขณะที่เธอกำลังพยายามจะลุกขึ้นอยู่นั่นเอง อสูรตัวนั้นก็ควบม้าตามมาทัน ! มันจัดการอุ้มเธอขึ้นม้า ตัวเดียวกับมัน แล้วบ่ายหน้ากลับปราสาท โดยมีม้าที่เธอขี่มานั้นเดินตามกลับไป แม้จะกลัวแสนกลัว แต่ยามอยู่ใกล้ชิด กับมันแบบนี้ หญิงสาวกลับได้ถึงความอบอุ่น ความใจดี และความเศร้าสร้อยของมัน ดังนั้นเธอจึงไม่มีความหวาดกลัว มันอีกต่อไปเธอกล้าที่จะเอนศรีษะที่มีเส้นผมอันนุ่มละมุนนั้นซบอกมัน ยอมให้มันอุ้มเธอไปส่งถึงห้องนอน ยอมให้มันเป็น คนดูแลนวดเท้าที่เพลงของเธอ บัดนี้เธอมองเห็นความใจ ดีของมัน นาทีนั้นเธอก็สัมผัสได้ชัดเจนว่า มันเป็นเพียงสิงโตขี้ เหงาตัวหนึ่งเท่านั้น ! ในวันรุ่งขึ้นหญิงสาวก็ลง มาร่วมโต๊ะกับอสูรตามปกติ ความหวาดกลัวหายไปจากใจเธอหมดสิ้น ดังนั้น พวกเขาจึงทานอาหารร่วมกัน อย่างมีความสุข เดินชมสวนด้วยกัน อ่านหนังสือให้กันฟัง แล้วก็เต้นรำด้วยกัน วันหนึ่ง ขณะที่เธอล่องลอยอยู่ ในอ้อมแขนของมัน อสูรตนนั้นก็ถามเธอขึ้นว่า " เธอจะอยู่ที่นี่ตลอดชีวิตได้หรือไม่ ฉัน หมายถึงอยู่กับฉันในฐานะ ภรรยาของฉัน " หญิงสาวชงักไปนิดหนึ่ง แต่งงานอย่างนั้นหรือ แต่งงานกับอสูรอย่างนั้นหรือ? ท่าทีครุ่นคิด ลังเล และระแวงนั้น ทำให้อสูรปล่อยร่างของเธอให้เป็นอิสระ และกล่าวว่า " ฉันโง่เอง " น้ำเสียงนั้นบ่งบอก ความเจ็บปวด สีหน้าแววตานั้นก็ปวดร้าว จนหญิงสาวมิกล้าสบตา แต่หญิงสาวก็ใจกล้าพอที่จะบอกกับเจ้าอสูรว่า " ฉันคิดถึงและ ยังเป็นห่วงพ่อกับพวกพี่ ๆอยู่ เป็นอย่างมาก ขออนุญาติให้ฉันกลับไปเยี่ยมพวกเขาสักครั้ง...ได้ไหมคะ แล้ว...เมื่อถึงตอนนั้น ฉันอาจจะมีคำตอบให้กับท่านค่ะ... " อสูรพยักหน้ารับอย่างใจดี " แต่เธอต้องสัญญานะว่าจะกลับ มาที่นี่อีกจริง ๆ สัญญาสิ.. เพราะไม่อย่างนั้น เราคงจะต้องตายอย่างแน่นอน.... " บิวตี้พยักหน้ารับคำ....


และในวันรุ่งขึ้นของวันใหม่บิวตี้ก็ได้เดินทางกลับไปสู่บ้านของเธอ และด้วยสมบัติอันมากมายที่ อสูรได้มอบกลับมากับ เธอด้วยนั้น..บิวตี้ได้ปลูกบ้านหลังใหญ่หลังใหม่ให้กับพ่อและพี่ ๆ อยู่ พวกเขาดีใจกันเป็นอย่างมากที่ได้เห็นบิวตี้ ปลอดภัย และที่สำคัญที่สุดนั้นเพราะบิวตี้ดูร่าเริง และแจ่มใสทั้ง ๆ ที่ได้ไปอยู่กับอสูรมาตลอด..ทุกคนสบายใจและ มีความสุข บิวตี้ไม่ลืมสัญญา ที่ให้ไว้กับอสูรหรอกว่าเธอจะต้องกลับไป แต่ด้วยต้องจากครอบครัวไปเป็นระยะเวลา อันยาวนาน ดังนั้นบิวตี้จึงยังจะไม่กลับไป ยังคงจะพักอาศัยอยู่กับครอบครัวอีกสักระยะคงไม่เป็นไรหรอกนะ... เธอคิดเหมือนเข้าข้างตัวเอง....


วันหนึ่งบิวตี้ได้ฝันไปว่าได้เห็นอสูรนั้นกำลังเจ็บปวดและทรมานอย่างแสนสาหัส....บิวตี้ รู้สึกไม่สบายใจและรู้สึกเป็นห่วง เป็นอย่างมาก ดังนั้นเธอจึงเล่าสิ่งที่เธอฝันเห็นนั้นให้กับพ่อ และพวกพี่ ๆ ฟัง ทุกคนพร้อมใจกันและเห็นด้วยว่าเธอสมควร จะกลับไปที่ปราสาทที่อสูรอยู่ นั้นกันทุกคน และเมื่อบิวตี้ได้เดินทางมาถึงที่ปราสาทแล้ว...ทุกอย่างดูเศร้าสร้อย และวังเวง อย่างน่าสงสาร บิวตี้รีบวิ่งเข้าไปในปราสาทอย่างมีลางบอกเหตุร้ายเตือนมาไม่มีผิด แล้วเธอก็ พลันได้เห็น ร่างที่ใหญ่โตของอสูรนั้นนอนล้มคว่ำอยู่ที่พื้นหน้าบันได ร่างนั้นนอนยาวเหยียดร่างกาย เย็นชืดและไม่ไหวติง โธ่.....อสูรที่รัก


" ฉันกลับมาช้าไปเสียแล้วหรือนี่..เธอจากฉันไปเสียแล้วหรือนี่ ? " บิวตี้ร่ำไห้ปานดวงใจแทบ จะแตกสลาย หญิงสาวจับต้องร่างของอสูรด้วยความสงสาร แล้วเธอก็ทบทวนถึงสิ่งที่อสูรตน นี้ได้ทำเพื่อเธอ นับตั้งแต่ที่เธออย่าง เท้าเข้ามาในปราสาทแห่งนี้ อสูรตนนี้ก็ดูแลเธออย่างดีมา ตลอด ไม่เคยสักครั้งที่จะทำให้เธอเสียใจ จะมีก็แต่ความ หวาดกลัวเท่านั้นที่เธอรู้สึกไปเอง.... แท้จริงแล้วอสูรตนนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ตรงกันข้าม มันทำให้เธออบอุ่นหัวใจ อยู่เสมอ...อย่างนี้ แล้วควรหรือที่เธอจะปฏิเสธน้ำใจอันงดงามของมัน..." ลุกขึ้นมาเถอะคนดีฉันยินดีจะอยู่ที่นี่กับท่าน ตลอดไปค่ะลุกขึ้นมาเถอะค่ะ...อย่าเพิ่งด่วนตายจากฉันไปเลย..ฮื่อ ๆๆๆ "บิวตี้ซบหน้าที่นองไปด้วยน้ำตา ลงไปที่ หน้าอันหน้าเกลียดน่ากลัวของอสูรอย่างไม่นึกรังเกียจมันต่อไปอีก แล้วยังเต็มไปด้วยความรัก และความอาวรณ์ อย่างที่สุด...แล้วพลันทันใดนั้นเอง....


รอบตัวเริ่มเปลี่ยนไป เริ่มจากของตกแต่งภายในปราสาทกลับกลายเป็นคนมีชีวิตบ้างอยู่ใน ชุดทหาร บ้างอยู่ในชุดแต่ง กายอย่างพวกนางสนมในวัง คนพวกนั้นต่างก็พากันจ้องมองด้วย สีหน้าสีตาที่เปลี่ยมสุข ที่สำคัญมือที่เต็มไปด้วย ขนรุงรังของอสูรนั้น กลับกลายเป็นมือเรียวขาว สะอาดสะอ้าน เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นก็พบว่า อสูรตรงหน้าได้หายไป เหลือเพียงชายหนุ่มรูปงามที่ มอบแววตาเปี่ยมรักให้เธอเท่านั้น หญิงสาวมองผู้ชายตรงหน้า มอง รอบ ๆ ตัวอย่างงง ๆ " เกิด อะไรขึ้น ท่านเป็นใครคะ " แล้วชายหนุ่มคนนั้นก็เล่าความจริงให้ฟังว่า " ฉันคือเจ้าชายแห่ง ปราสาท แห่งนี้ ที่ถูกนางแม่มดสาปให้เป็นอสูรร้าย ฉันจะพ้นคำสาปก็ต่อเมื่อมีใครสักคนรักฉันในสภาพอสูรด้วย หัวใจ ที่แท้จริง และฉันก็จะกลายเป็นอสูรตลอดไป ถ้าหากผ่านพ้นคืนนี้ ซึ่งกุหลาบกลีบสุดท้ายจะร่วง กลีบมันลงพื้น แต่เธอ ก็มาหาฉันทันเวลา ฉันขอบใจเธอมาก สาวน้อย ฉันรอเวลานี้มานานนักหนาแล้ว รอมานานจนคิดว่า คงไม่มีวันนี้ สำหรับฉันและทุกคนในปราสาทแห่งนี้ เธอยินดีจะแต่งงานกับฉันหรือไม่ "


หญิงสาวยิ้มหวาน พวงแก้มเป็นสีชมพูปลั่งก่อนที่จะตอบไปว่า " ฉันบอกท่านแล้วไงคะ ว่าฉันยินดีที่จะอยู่กับท่านที่นี่ แต่ฉันขออนุญาตรับพ่อและพวกพี่ ๆ มาอยู่ที่นี่ด้วยนะคะ " " ไม่มีปัญหาหรอก เจ้าสาวแสนสวยของฉัน แต่ตอนนี้ เรามาเต้นรำกันต่อก่อนนะ " ทั้งสอง ล่องลอยอยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน และอ้อมกอดนั้นก็รัดกันแน่นเข้าทุกที เหมือนเป็น สัญลักษณ์ว่า เขาทั้งสองคนจะรักกันอย่างเหนียวแน่นอย่างนี้ตลอดไปและตลอดกาล.......

สิ่งที่เป็นคติเตือนใจของนิทานเรื่องนี้ ก็คงจะมีอยู่ที่ว่า...ผู้ที่ยึดถือคำมั่นสัญญาควรได้รับการสรรเสริญ .... รูปกายภายนอกตัดสินสิ่งใดมิได้เลย...ใช่ไหมคะ


















หน้า 1   หน้า 2   หน้า 3


แปลและเรียบเรียงโดยสุขุมาลย์